โรคแพนิค (panic disorder)

โรคแพนิค (panic disorder)

โรคแพนิค คือ โรคตื่นตระหนกหรือโรคตื่นตระหนกเป็นโรคสมัยใหม่ เรียกได้ว่าเป็นอาการที่เราอาจได้ยินบ่อยขึ้นจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะการใช้ชีวิตตามไลฟ์สไตล์ของคนเมืองใหญ่ ในปัจจุบัน นี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคตื่นตระหนกในแบบที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำ

อาการ

  • รู้สึกกลัวจนควบคุมตัวเองไม่ได้
  • เวียนหัว ตัวสั่น ชาตามร่างกาย ราวกับจะเป็นลม ตัวสั่น มือสั่น เหงื่อออก หนาวสั่น
  • จุกแน่นในลำคอ คลื่นท้องไส้ปั่นป่วน
  • หายใจถี่ หายใจตื้น 

สาเหตุ

ชีวิตเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน บังคับให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมเร่งด่วนมากขึ้นเพื่อดำเนินชีวิตตามกระแสสังคม พบว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุของโรคตื่นตระหนก เช่น งดอาหารเช้าหรือกินเร็ว ทำงานคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน พักผ่อนไม่เพียงพอ จริงจังและจริงจังกับชีวิตภายใต้ความกดดันอย่างต่อเนื่อง ไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้เมื่อฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานจะสร้างความเครียดสะสมในบางกรณี อาจมีอดีตที่ฝังอยู่ในหัวใจของคุณ อกหัก สูญเสีย หรือมีประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง อาจเป็นเพราะกรรมพันธุ์ด้วย มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้มาก่อน ในบางกรณี อาจมีอดีตที่ฝังอยู่ในหัวใจของคุณ อกหัก สูญเสีย หรือมีประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง อาจเป็นเพราะกรรมพันธุ์ด้วย มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้มาก่อน

เริ่มต้นดูแลตัวเองแบบง่ายๆ ด้วยการงดพฤติกรรมเหล่านี้

  • ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือมากเกินไป
  • กินนอนไม่เพียงพอและไม่เป็นเวลา
  • การใช้ชีวิตประจำวันด้วยความเร่งรีบ

เมื่ออาการดังกล่าวข้างต้นและสงสัยว่าอาจเป็นโรคแพนิค สิ่งแรกที่ต้องทำคือไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด ความตื่นตระหนกไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่อาการจะคล้ายกับปัญหาสุขภาพร้ายแรงอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดและหัวใจวายเฉียบพลัน

ถึงจะไม่อันตรายแต่ก็ต้องรักษา

สามารถรักษาได้ด้วยยาเพื่อรักษาสมดุลของสารเคมีในสมองที่ผิดปกติ การตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุทางกายภาพ เช่น ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ หรือรักษาด้วยจิตบำบัดซึ่งอาจหาสาเหตุของความกลัวได้ แต่ผู้ป่วยก็สามารถลดความวิตกกังวลได้เช่นกัน เช่น การฝึกหายใจเพื่อควบคุมจิตใจ เมื่อมีอาการเกิดขึ้นหรือควบคุมอาหารบางชนิดที่ทำให้เกิดอาการกำเริบ เช่น คาเฟอีนหรือน้ำอัดลม การรักษาที่ได้ผลดีคือการรักษาแบบองค์รวม นอกจากการทานยาอย่างต่อเนื่องแล้ว การบำบัดทางจิตก็จำเป็นเช่นกัน โดยให้ความรู้บำบัดปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การปรับความคิดจะช่วยให้ผู้ป่วยอยู่กับโรคได้อย่างมีความสุข ผ่อนคลายจากความเครียดและความวิตกกังวล ดูแลตัวเองให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีความสุขทุกวัน และใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม