ประโยชน์มากมายจากข้าวโอ๊ต

ถ้าให้นึกถึงอาหารเช้าที่มีประโยชน์ ก็คงหนีไม่พ้นข้าวโอ๊ต เพราะข้าวโอ๊ตนั้นมีประโยชน์และใช้เวลาทำไม่นานเป็นเมนูอาหารเช้าที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตอนนี้ เพราะว่าข้าวโอ๊ตมีทั้งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน, วิตามิน, แร่ธาตุ รวมถึงไฟเบอร์และยังปราศจากกลูเตน ถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการที่สูง ซึ่งข้าวโอ๊ตจะช่วยคุณในเรื่องการลดน้ำหนัก, ลดคอเลสเตอรอล และทำให้ระบบภายในลำไส้ของคุณแข็งแรง ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจที่ใคร ๆ ต่างก็หันมาบริโภคข้าวโอ๊ตกันอย่างล้นหลาม

วันนี้เราจึงมี ประโยชน์มากมายจากข้าวโอ๊ต มาฝากทุกคนกัน เพื่อว่าบางคนนั้นอาจจะไม่ได้รู้จักข้าวโอ๊ตมากนัก และกำลังลังเลอยู่ว่าควรจะทานดีหรือไม่

1. ข้าวโอ๊ต อุดมไปด้วยไฟเบอร์ (Fiber)
ข้าวโอ๊ตในปริมาณ 1 ชาม นั้นจะให้ไฟเบอร์ (Fiber) ที่คุณควรได้รับตามปริมาณที่แนะนำต่อวันได้อย่างพอดี ถามที่สถาบันวิชาการแห่งชาติด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมและการแพทย์ของสหรัฐอเมริกา หรือ National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine ระบุไว้ว่า

ผู้ชายอายุต่ำกว่า 50 ปี : ควรบริโภคไฟเบอร์อย่างน้อย 38 กรัมต่อวัน

ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปี : ควรบริโภคไฟเบอร์อย่างน้อย 25 กรัมขึ้นไปต่อวัน

ดังนั้นการการรับประทานอาหารที่อุดมด้วยไฟเบอร์ หรือ อาหารที่อุดมด้วยธัญพืช จะสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคเบาหวานชนิดที่ 2, มะเม็งเต้านม, มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งทวารหนัก

2. ข้าวโอ๊ตเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เหมาะสำหรับทานคู่กับอย่างอื่น
ข้าวโอ๊ตจะอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ดังนั้นเพื่อให้อาหารเช้าของคุณกลายเป็นมื้อที่มีดีต่อสุขภาพมากขึ้น คุณสามารถเพิ่มท็อปปิ้งด้วยโปรตีนและไขมันที่ดีต่อสุขภาพได้ อาทิเช่น วอลนัท, นมอัลมอนด์, พีแคน, เนยถั่ว หรือเมล็ดเจีย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโปรตีน, ไขมันไม่อิ่มตัว และไฟเบอร์มากยิ่งขึ้น หรืออาจจะเป็นผลไม้สดก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน คุณลองใส่สตรอเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่ หรือโยเกิร์ต ลงในชามข้าวโอ๊ตของคุณดู คุณจะพบว่านอกจากเสริมสารอาหารเพิ่มเติมอย่างไฟเบอร์แล้วยังมีรสชาติที่อร่อยอีกด้วย

3. ข้าวโอ๊ตช่วยเสริมสร้างระบบการย่อยอาหารที่ดีขึ้น
เส้นใยหรือ Fiber ในข้าวโอ๊ตเป็นสิ่งที่ดีสำหรับสุขภาพโดยรวมของคุณ และมันยังมีบทบาทที่สำคัญเกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารอีกด้วย เพราะไฟเบอร์ในข้าวโอ๊ตนั้น มีส่วนช่วยให้การทำงานของลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกทำให้อุจจาระง่ายขึ้น และยังทำให้ต่อจุลินทรีย์ชนิดดีที่อาศัยในลำไส้ให้มีสุขภาพดีขึ้น จุลินทรีย์ชนิดดีเหล่านี้อาจช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารของคุณ อาทิเช่น ท้องร่วง,ท้องผูก และโรคลำไส้แปรปรวน

4. ข้าวโอ๊ต ช่วยลดคอเลสเตอรอล
ในข้าวโอ๊ตมีเส้นใยที่ละลายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรียกว่า เบต้ากลูแคน (β-glucan) ซึ่งสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลที่อาจสะสมในผนังหลอดเลือดรวมถึงระดับน้ำตาลกลูโคสได้  ซึ่งหากคุณไม่ควบคุมระดับคอเลสเตอรอลเลย และปล่อยให้คอเลสเตอรอลสูงอาจจะระดับเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจได้อีกด้วย

5. ข้าวโอ๊ต ช่วยลดไขมันหน้าท้อง
ข้อดีอีกประการหนึ่งสำหรับเส้นใยที่ละลายน้ำได้ในข้าวโอ๊ตคือ อาจช่วยลดไขมันที่สะสมในอวัยวะภายใน ซึ่งเป็นประเภทของไขมันส่วนกลางที่เกาะอยู่ตามอวัยวะของคุณ และไขมันพวกนนี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ แม้ว่าดัชนีมวลกายของคุณจะถือว่าเป็นปกติก็ตาม

มีการศึกษาจากผู้ที่เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ที่ทานข้าวโอ๊ต สามารถลดน้ำตาลในเลือด, ไขมันในเลือดและลดน้ำหนักได้ดีกว่ากลุ่มคนที่กินอาหารเพื่อสุขภาพ ไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ช่วยกำจัดไขมันสะสม อีกทั้งยังควบคุมฮอร์โมนแห่งความอยากอาหารได้อีกด้วยนะคะ ทำให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น จึงเหมาะสำหรับคนที่ลดน้ำหนัก

6. ข้าวโอ๊ตสามารถช่วยเพิ่มพลังให้กับร่างกาย และอาจเพิ่มภูมิคุ้มกันได้
ข้าวโอ๊ตนั้นประกอบไปด้วยวิตามินบีรวม, แมงกานีส, ธาตุเหล็ก, แมกนีเซียม และสังกะสี ตัวอย่างเช่นข้าวโอ๊ตปรุงสุก 1 ถ้วย จะมีธาตุเหล็กประมาณ 1-2 มิลลิกรัม (8) ซึ่งธาตุเหล็กเหล่านี้จะเพิ่มพลังให้กับร่างกาย และช่วยกระตุ้นกระบวนการนำพาออกซิเจนผ่านร่างกายของคุณ โดยผ่านจากปอด ข้าวโอ๊ตปรุงสุก 1 ถ้วย ยังให้สังกะสี (Zinc) อยู่ที่ประมาณ 1.5 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันด้วย

7. ข้าวโอ๊ตเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยป้องกันโรค
บ่อยครั้งที่หากจะพูกสารต้านอนุมูลอิสระ สิ่งแรกที่คุณนึกถึงคือผลไม้และผัก แต่อันที่จริงแล้วข้าวโอ๊ตก็มีสารต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน ซึ่งมันมีสารต้านอนุมูลอิสระเฉพาะที่เรียกว่า Avenanthramides (AVAs) ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม Polyphenol เป็นสารตัวต่อต้านมะเร็ง 

เราก็ได้รู้ ประโยชน์มากมายจากข้าวโอ๊ต กันแล้ว จากนี้ใครที่ยังไม่เคยทานก็สามารถลองทานได้ แต่ไม่ว่าอาหารชนิดใดก็ตาม ยังไงก็ควรทานให้อยู่ในระดับที่พอดี เพราะถึงอาหารจะมีประโยชน์ขนาดไหน ก็ย่อมมีโทษเสมอ

Related Post

ทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด กรุ๊ปเอบีทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด กรุ๊ปเอบี

สำหรับคนกรุ๊ปเอบี เป็นกรุ๊ปที่ผสมระหว่างกรุ๊ปเอและบี ดังนั้นจึงกินอาหารที่ใกล้เคียงกับสองกรุ๊ปนี้ได้ เพียงแต่จะกินเนื้อสัตว์ได้น้อยกว่าคนกรุ๊ปบี และไม่ต้องกินผักมากเท่ากับคนกรุ๊ปเอ เพราะคนกรุ๊ปเลือดเอบีมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ ที่สำคัญคือควรงดอาหารหมักดองทุกชนิด เพราะไม่ดีต่อสุขภาพ และมักมีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เสี่ยงเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และเบาหวาน  ส่วนใครที่กำลังควบคุมน้ำหนักก็ให้เน้นรับประทานผักใบเขียวให้มาก ๆ สามารถกินข้าวและขนมปังได้บ้าง เพราะแป้งไม่มีผลทำให้คนกรุ๊ปนี้อ้วนได้ง่ายเหมือนคนกรุ๊ปโอ ในเรื่องของการออกกำลังกาย ให้เน้นการออกกำลังกายแบบเบา ๆ ด้วยการเดินช้า ๆ เล่นโยคะ เป็นต้น อาหาร อาหารที่ควรรับประทาน คือ เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ปลาซาร์ดีน ส่วนเนื้อสัตว์ที่กินได้เล็กน้อย คือ เนื้อแกะ กระต่าย กวาง และไก่งวง ส่วนเนื้อไก่ ปลาเนื้อขาว อย่างปลาเทราต์ ปลาลิ้นหมา และแซลมอนรมควันควรหลีกเลี่ยง เพราะย่อยยากและเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ผัก กินผักได้แทบทุกชนิด ส่วนธัญพืชแนะนำให้กินข้าวโอ๊ตและข้าวไรย์ เพราะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรหลีกเลี่ยงงา ถั่วแดง เมล็ดฟักทอง

เต้าหู้กรอบผัดใบต้นอ่อนทานตะวันเต้าหู้กรอบผัดใบต้นอ่อนทานตะวัน

      ทานเจไม่จำเจอักต่อไป สำหรับผัดผักที่น่าทานจานนี้ ไม่ได้มีแค่ความอร่อย แต่ยังไขมันต่ำอีกด้วย เพราะใช้น้ำมันมะกอกแค่เล็กน้อยในการทำและมีโปรตีนสูงสุดๆ โปรตีนจากต้นอ่อนทานตะวัน เต้าหู้ ซึ่งถือเป็นเมนูอร่อยได้โดยไม่ต้องใส่เนื้อสัตว์ วัตถุดิบ น้ำมันมะกอก เต้าหู้ขาวแข็งหั่นเต๋า กระเทียมกลีบใหญ่สับหยาบ ซอสหอยนางรม น้ำสะอาด ผงปรุงรส น้ำตาลทราย ต้นอ่อนทานตะวัน พริกไทยดำป่นปริมาณเล็กน้อย วิธีทำ ใส่น้ำมันมะกอกพอเคลือบกระทะ นำขึ้นตั้งไฟกลาง พอน้ำมันร้อน นำเต้าหู้ลงนาบกระทะจนเหลืองกรอบทั่วทุกด้าน แล้วตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน ใส่น้ำมันมะกอกในกระทะเล็กน้อย ตั้งไฟกลาง พอน้ำมันร้อนใส่กระเทียมลงผัดให้หอม ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม น้ำ คนอร์อร่อยชัวร์รสหมู น้ำตาลทราย และพริกไทยดำป่น รอจนซอสเดือด เร่งเป็นไฟแรง ใส่ต้นอ่อนทานตะวัน ผัดเร็วๆ พอให้ต้นอ่อนทานตะวันสุก แล้วใส่เต้าหู้ทอดลงไปคลุกเคล้าจนทั่ว ปิดไฟ เสิร์ฟได้เลย

อาหารที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่ากินแล้วผอมอาหารที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่ากินแล้วผอม

หลายๆคน คงเคยตั้งใจเอาไว้ว่าฉันจะผอมแน่ๆ ไม่ว่าปีใหม่นี้ฉันจะผอม หรือจะวันเกิดวันรับปริญญา เมื่อรู้สึกว่าเข้าใกล้วันสำคัญต่างๆ สาวๆหลายคนมักจะตั้งใจเอาไว้ว่าฉันจะต้องผอม แต่พูดมาหลายปีแล้วก็ยังไม่ผอมสักที เพราะ ตรงนี้ก็ร้านชาบู ตรงนั้นก็ร้านหมูทะ อันนี้ก็น่ากิน อันนู้นก็น่ากิน สุดท้ายก็กินแบบไม่ลืมหูลืมตาจนน้ำหนักขึ้นจนได้แล้วก็ต้องมาไดเอทด้วยการควบคุมอาหาร แต่ใช่ว่าอาหารที่เรารู้ๆมาว่ากินแล้วผอมเนี่ยมันจะจริงเสมอไปนะ เรามาดูกันดีกว่าว่าอาหารที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่ากินแล้วผอมจะมีอะไรบ้าง 1. น้ำอัดลม 0 แคลอรี่ แน่ใจได้ยังไงว่า 0 แคลอรี่จริง จริงๆ แล้วน้ำอัดลมพวกนี้ก็ยังมีปริมาณแคลอรี่อยู่ แต่อยู่ในปริมาณที่น้อยมากๆ กฎหมายจึงอนุโลมให้ใส่ว่า 0 แคลอรี่ได้ แต่ถึงจะให้พลังงานในปริมาณที่น้อยมากๆ แบบนี้ แต่เครื่องดื่มที่เป็นน้ำอัดลมก็มีผลเสียข้ออื่นๆ อีกหลายข้อ อย่างสารปรุงแต่งรสชาติต่างๆ คาเฟอีน แถมยังทำให้เกิดอาการท้องอืด ฟันผุ แถมยังทำให้มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนได้ด้วย  ถ้าอยากลดความอ้วนจริงๆ ให้งดการดื่มน้ำอัดลมไปเลยจะดีกว่า 2. น้ำผลไม้ หลายคนที่ไม่ชอบรับประทานผลไม้ อาจเลี่ยงมาเลือกรับประทานน้ำผลไม้แทน แต่สาวๆ มักเลือกซื้อน้ำผลไม้ที่ขายตามห้างสรรพสินค้าเพราะสะดวกมากกว่า ประหยัดเวลา มีให้เลือกหลายรสชาติ และราคาไม่แพง