ประโยชน์ของนมผึ้งที่มีต่อสุขภาพ

สำหรับ นมผึ้ง นั้นเป็นผลผลิตที่หลั่งออกมาจากต่อมไฮโปฟาริงจ์ (Hypopharyngeal Gland) ของผึ้งงาน นมผึ้งมีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวคล้ายน้ำนม รสหวาน มีกลิ่นเปรี้ยวเล็กน้อย เป็นอาหารหลักของผึ้งนางพญาและตัวอ่อนผึ้งเพื่อช่วยกระตุ้นในการเจริญเติบโต หลายประเทศใช้นมผึ้งในฐานะยารักษาโรค อาหารเสริม หรือแม้กระทั่งเป็นส่วนผสมของครีมบำรุงและเครื่องสำอาง

ประโยชน์ของนมผึ้งที่มีต่อสุขภาพ
1. ลดระดับไขมันในเลือด
นมผึ้งมีส่วนประกอบของสารอาหารหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือกรดไขมันสายกลาง (Medium Chain Fatty Acid) และสารประกอบที่มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาที่ให้ผู้หญิงวัยทองสุขภาพดีจำนวน 36 คนรับประทานนมผึ้งขนาด 150 มิลลิกรัม เป็นเวลา 3 เดือน โดยตรวจปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงระดับไขมันในเลือดทั้งก่อนและหลังการทดลอง พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) ลดลง 4.1% ระดับคอเลสเตอรอลรวม (TC) ลดลง 3.09% และระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL) เพิ่มขึ้น 7.7% จากผลการทดลองอาจกล่าวได้ว่าการรับประทานนมผึ้งอาจมีส่วนช่วยลดระดับไขมันในเลือดและอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการควบคุมอาการวัยทองที่เกี่ยวข้องกับภาวะไขมันในเลือดสูง

นอกจากนี้ ยังมีอีกการศึกษาหนึ่งที่ให้อาสาสมัครซึ่งมีภาวะไขมันในเลือดสูงชนิดไม่รุนแรงจำนวน 40 คน รับประทานนมผึ้งขนาด 350 มิลลิกรัมวันละ 9 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือนก็แสดงให้เห็นถึงระดับไขมันในเลือดที่ลดลงเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเพศ (Dehydroepiandrosterone Sulphate: DHEA-S) และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้อีกด้วย

2. บรรเทาอาการวัยทอง
อาการวัยทองเป็นปัญหาทางสุขภาพที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงวัยกลางคน ส่งผลให้เกิดอาการหลายอย่าง เช่น ช่องคลอดแห้ง แสบร้อนหรือคันในช่องคลอด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น อาการดังกล่าวสามารถบรรเทาลงได้ด้วยการใช้สารหล่อลื่น แต่สารหล่อลื่นส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์ได้เพียงชั่วคราว ซึ่งนมผึ้งมีคุณสมบัติต้านจุลชีพ (Antimicrobial Activity) และมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จากการศึกษาโดยให้ผู้หญิงวัยทองที่แต่งงานแล้วอายุ 50-65 ปี จำนวน 90 คน กลุ่มหนึ่งใช้ครีมที่มีส่วนผสมของนมผึ้ง 15% กลุ่มหนึ่งใช้ฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจนชนิดครีมยี่ห้อหนึ่ง และอีกกลุ่มใช้สารหล่อลื่นทาบริเวณช่องคลอดเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าครีมที่มีส่วนผสมของนมผึ้งมีประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้หญิงวัยทองได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจนชนิดครีมและสารหล่อลื่น ซึ่งจากผลการทดลองอาจกล่าวได้ว่าการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของนมผึ้งอาจมีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและบรรเทาอาการวัยทองที่เกี่ยวข้องกับช่องคลอดของผู้หญิงวัยทอง และทางผู้วิจัยยังได้ระบุอีกว่าหากเพิ่มความเข้มข้นของนมผึ้งก็อาจจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นได้

3. บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน
อาการก่อนมีประจำเดือนมักส่งผลในทางลบกับสุขภาพของผู้หญิง บางครั้งการรักษาโดยไม่ใช้ยาก็อาจช่วยบรรเทาให้อาการต่าง ๆ ดีขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ให้นักศึกษาแพทย์จำนวน 110 คน รับประทานนมผึ้งขนาด 1,000 มิลลิกรัมวันละ 1 ครั้ง โดยเริ่มในวันแรกที่มีประจำเดือน และรับประทานต่อเนื่องจนหมดประจำเดือนในรอบถัดไป พบว่าอาการก่อนมีประจำเดือนลดลง จากผลการทดลองอาจกล่าวได้ว่าการรับประทานนมผึ้งติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน อาจช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนได้

4. รักษาแผลเบาหวาน
แผลเบาหวานเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ทั่วไปในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมอาการได้ไม่ดี ส่วนใหญ่จะพบแผลเบาหวานที่บริเวณเท้า โดยเฉพาะนิ้วโป้งเท้าและปลายฝ่าเท้า ซึ่งนมผึ้งประกอบไปด้วยสารประกอบฟีนอลิคทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ โปรตีนที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย และกรดไขมันเอชดีเอ ที่ช่วยต้านเชื้อจุลินทรีย์ จึงคาดว่าอาจจะช่วยรักษาแผลเบาหวานได้ จากการศึกษาชิ้นหนึ่งให้ผู้ป่วยที่มีแผลเบาหวานที่ได้รับการรักษาหลักตามปกติ ทายาที่มีความเข้มข้นของนมผึ้ง 5% ในบริเวณที่เป็นแผลและปิดแผลด้วยแผ่นปิดแผลชนิดปลอดเชื้อเป็นเวลา 3 เดือนหรือจนกว่าแผลจะหาย และมีการประเมินผลสัปดาห์ละ 3 ครั้ง พบว่าใช้เวลาเฉลี่ย 41 วันจึงทำให้แผลหายดี และค่าเฉลี่ยของความยาว ความกว้าง และความลึกของแผลลดลงวันละ 0.35 มิลลิเมตร 0.28 มิลลิเมตร และ 0.11 มิลลิเมตรตามลำดับ จากผลการศึกษาอาจกล่าวได้ว่านมผึ้งอาจมีประสิทธิภาพเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาแผลเบาหวานควบคุ่ไปกับการรักษาหลัก อย่างไรก็ตามผลการศึกษาข้างต้นมีผู้เข้าร่วมการทดลองเพียง 8 คนซึ่งอาจจะเล็กเกินไปที่จะสรุปประสิทธิภาพของนมผึ้งในการรักษาแผลเบาหวาน

แต่การศึกษาชิ้นหนึ่งได้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ของนมผึ้งที่ต่างกันออกไป โดยให้ผู้ที่มีแผลเบาหวานทายาซึ่งมีความเข้มข้นของนมผึ้ง 5% ในบริเวณที่เป็นแผลเป็นเวลา 3 เดือนหรือจะกว่าแผลจะหายเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่านมผึ้งมีประสิทธิภาพในการรักษาแผลเบาหวานได้มากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาหลอก

เนื่องจากการศึกษาทั้ง 2 ชิ้นข้างต้นแสดงให้เห็นผลลัพธ์ของนมผึ้งที่ตรงข้ามกัน จึงอาจยังไม่สามารถสรุปประสิทธิภาพของนมผึ้งในการรักษาแผลเบาหวานได้อย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติม

5. รักษาไข้ละอองฟาง
โรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองอย่างรุนแรงกับละอองเกสรดอกไม้หรือสารอื่น ๆทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา หูอื้อ เป็นต้น ซึ่งจากการศึกษาทดลองโดยให้เด็กอายุ 5-16 ปี ที่เป็นไข้ละอองฟาง จำนวน 80 คน กลุ่มหนึ่งรักษาด้วยการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมผึ้งและอีกกลุ่มรับประทานยาหลอกเป็นเวลา 3-6 เดือน และจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูของเกสรดอกไม้ พบว่าทั้ง 2 กลุ่มยังคงพบอาการของไข้ละอองฟาง และมีระดับความรุนแรงของอาการที่ไม่ต่างกันมากนัก จากผลการศึกษาอาจกล่าวได้ว่านมผึ้งอาจไม่มีประสิทธิภาพต่อการรักษาไข้ละอองฟางและไม่สามารถบรรเทาอาการต่าง ๆ ให้ดีขึ้นได้ จึงยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพของนมผึ้งในการรักษาไข้ละอองฟางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

6. บรรเทาอาการอ่อนแรงจากโรคมะเร็ง
อาการอ่อนแรงที่มีสาเหตุมาจากโรคมะเร็งเป็นผลมาจากการรักษาทั้งการฉายรังสีหรือการทำเคมีบำบัด มักส่งผลต่ออารมณ์ จิตใจ ร่างกาย และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งการรับประทานยา การบำบัด หรือการออกกำลังกายอาจช่วยบรรเทาอาการลงได้ รวมถึงการรับประทานอาหารเสริม เช่น นมผึ้งก็อาจมีส่วนช่วยบรรเทาอาการเช่นเดียวกัน จึงสอดคล้องกับการศึกษาหนึ่งที่ให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 52 คน พบว่ากลุ่มที่รับประทานน้ำผึ้งแปรรูปและนมผึ้งขนาด 5 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ มีอาการอ่อนแรงจากโรคมะเร็งดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่ัรับประทานน้ำผึ้งบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงบทบาทที่แท้จริงของนมผึ้งในการบรรเทาอาการอ่อนแรงจากโรคมะเร็ง

7. ความปลอดภัยในการรับประทานนมผึ้ง
การรับประทานนมผึ้งค่อนข้างปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น เลือดออกในลำไส้ ปวดท้อง หรือถ่ายเป็นเลือด เป็นต้น บางรายหากมีอาการแพ้อย่างรุนแรงอาจทำให้มีอาการหอบหืด คอบวม หรือถึงขั้นเสียชีวิต อีกทั้งการใช้นมผึ้งทาที่บริเวณผิวหนังค่อนข้างปลอดภัย แต่ไม่ควรทาบริเวณหนังศีรษะเพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ ผื่นคัน หรือมีอาการอักเสบ

สำหรับ ประโยชน์ของนมผึ้งที่มีต่อสุขภาพ ที่เรานำมาฝากทุกคนนั้น ถึงแม้ว่านมผึ้งจะมีประโยชน์ แต่ก็ควรจะรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ 

Related Post

ศัลยกรรมตัดหน้าท้อง ตัดหนังส่วนเกิน

ศัลยกรรมตัดหน้าท้อง ตัดหนังส่วนเกินศัลยกรรมตัดหน้าท้อง ตัดหนังส่วนเกิน

ศัลยกรรมตัดหน้าท้อง สำหรับคนที่มีหน้าท้องส่วนเกินแต่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย หรือมไม่สู้กับการออกกำลังกาย แต่อยากมีหน้าท้องที่สวยๆแบบคนอื่นบ้าง  พุงลาย พุงยื่นไม่เรียบ  ไขมันหน้าท้องสะสม ล้วนเป็นปัญหาใหญ่และน่ารำคาญสำหรับผู้หญิงอย่างเรา สาเหตุส่วนใหญ่มาจากโรคอ้วน การตั้งครรภ์ ปัญหาด้านอายุและพันธุกรรมเหล่านี้ ย่อมส่งผลต่อความมั่นใจในการแต่งตัวที่หลีกเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน ทำให้เราไม่มั่นใจในตัวเอง ปัจจุบันการพัฒนาการศัลยกรรมมีเยอะแยะมากมาย วิธีนี้ก็สามารถแก้ไขปัญหาให้คนที่อยากสวยทางลัดแบบเราได้  ศัลยกรรมตัดหน้าท้อง มีกี่แบบ  การผ่าตัดมีทั้งหมด 2 แบบ เรามามาดูกันเลยค่ะ ว่ามีแบบไหนบ้าง การผ่าตัดแบบไม่ย้ายสะดือ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาท้องน้อยหรือหย่อนคล้อย ไขมันน้อย และหน้าท้องไม่ลาย เป็นการผ่าตัดเอาผิวหนังและไขมันบริเวณหน้าท้องส่วนล่างออก และเย็บกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องส่วนล่างเพื่อให้แข็งขึ้น แบบเดียวกับการผ่าตัดคลอด แผลผ่าตัดจะถูกซ่อนไว้ที่ปลายล่าง รอบสะดือไม่มีรอยแผลเป็น เป็นการผ่าตัดเล็กแบบไม่กรีด เน้นแก้ปัญหาหน้าท้องส่วนล่าง  การผ่าตัดแบบเย็บซ่อมกล้ามเนื้อหน้าท้องและย้ายสะดือ วิธีนี้จะเหมาะสำหรับคนไข้ที่มีไขมันหน้าท้องเยอะ และมีหน้าท้องหย่อนคล้อย  ท้องอืด ตอนอ้วนผิวหนังขายจนหน้าท้องลาย  วิธีนี้เป็นการผ่าตัด เย็บหน้าท้องส่วนล่าง ด้วยผิวหนังและไขมัน จากนั้นกระชับและกระชับทั้งกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่างและส่วนบนและแทนที่โดยการดึงหน้าท้องส่วนบนมาบังหน้าท้องส่วนล่าง ข้อดีและข้อเสียของการผ่าตัดทั้ง 2 แบบ             ข้อดีของการผ่าตัดแบบไม่ย้ายสะดือ  แก้ไขกล้ามเนื้อที่หย่อนคล้อยหรือหย่อนคล้อยจากการคลอดบุตรที่ด้านล่างของท้อง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเห็ดไมตาเกะเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเห็ดไมตาเกะ

การเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเป็นช่วงแห่งการมีความสุขกับผลผลิตเกษตรอร่อยหลากหลาย หนึ่งในอาหารที่อร่อยในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของญี่ปุ่นคือ เห็ด วันนี้เราจึงมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเห็ดไมตาเกะ เห็ดที่คนญี่ปุ่นให้ฉายาว่าเป็นราชาแห่งเห็ด มาฝากกัน เห็ดไมตาเกะกับคุณค่าในการเป็นยาทางธรรมชาติ ไมตาเกะเป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยโพลีแซ็คคาไรด์ (Polysaccharide) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและไขมันอุดตันในเส้นเลือด เบต้า กลูแคน (Beta glucan) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ต้านการเจริญของเซลล์มะเร็ง และต้านการอักเสบ  เออร์โกสเตอรอล (Ergosterol) ซึ่งเป็นคอสเตอรอลที่พบในธรรมชาติที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมเพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ไมตาเกะยังอุดมไปด้วย เส้นใยอาหารและวิตามินอีกหลายชนิด เช่น วิตามินบี และวิตามินดี เป็นต้น ตัวช่วยที่ดีของการลดน้ำหนัก เห็ดไมตาเกะเป็นเห็ดอร่อยที่สามารถนำไปปรุงอาหารให้อร่อยกับวัตถุดิบใด ๆ ก็ได้ ไมตาเกะ 100 กรัม มีแคลอรี่เพียง 16 กิโลแคลอรี่ และมีไฟเบอร์สูง จึงเหมาะกับคนที่ต้องการลดและควบคุมน้ำหนัก เมื่อรับประทานเข้าไปไฟเบอร์ในเห็ดจะดูดซึมความชื้น ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนาน นอกจากนี้เห็ดไมตาเกะยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยเสริมการสลายตัวของคอเลสเตอรอลและไขมันในร่างกาย รวมถึงช่วยลดการดูดซึมไขมันจากอาหารเข้าสู่ร่างกายด้วย ช่วยป้องกันและต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ไมตาเกะเป็นเห็ดเพียงชนิดเดียวที่ประกอบด้วย MD-fraction

6 วิธีดูแลสมอง ก่อนจะมีอาการโรคอัลไซเมอร์6 วิธีดูแลสมอง ก่อนจะมีอาการโรคอัลไซเมอร์

หากใครยังคิดว่าโรคอัลไซเมอร์ หรืออาการสมองเสื่อม ยังเป็นอาการเจ็บป่วยที่ไกลตัวอยู่ละก็ อาจจะต้องคิดเสียใหม่แล้ว เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขได้เผยถึงจำนวนผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในประเทศไทยปี 2558 ว่า มีจำนวนมากถึง 600,000 ราย และคาดว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นถึง 1,117,000 รายในปี 2573 ซึ่งหากมองในภาพรวมของทั้งโลกนั้น ในปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่า จำนวนผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มีมากกว่า 50 ล้านราย และในทุกๆ 68 วินาที จะมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 1 ราย จากเทคโนโลยีในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์พบว่าโรคอัลไซเมอร์เกิดได้จากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ทั้งจากพันธุกรรม จากความผิดปกติทางชีววิทยาในสมอง ที่ส่งผลให้การทำงานของโครงสร้างเครือข่ายเซลล์ประสาทที่ติดต่อระหว่างกันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติอีกต่อไป ผู้ป่วยจะเกิดความบกพร่องทางสมองในส่วนของสติปัญญา เช่น ความคิด ความจำ และการตัดสินใจ ในขณะที่สมองส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวยังใช้การได้ดี โดยความเสี่ยงจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทันทีที่อายุเข้าสู่วัย 65 ปีเป็นต้นไป อาการของอัลไซเมอร์อาจเริ่มจากการสูญเสียความทรงจำระยะสั้น จนไม่สามารถจำอะไรใหม่ๆ ได้ นานวันเข้าอาจจำเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ไปด้วย หรือแม้แต่จำไม่ได้ว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร เหมือนอย่างที่เราได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ ว่า ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ออกจากบ้านแล้วหายตัวไป